
ประเด็นสำคัญ
- ดัชนีความร้อน เป็นค่าอุณหภูมิที่ร่างกายมนุษย์รู้สึกจริง ซึ่งคำนวณจากอุณหภูมิอากาศร่วมกับความชื้นสัมพัทธ์ในพื้นที่ปฏิบัติงานต่าง ๆ
- การเฝ้าระวังค่านี้ช่วยให้โครงการก่อสร้างและโรงงานอุตสาหกรรมประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพของคนงาน เพื่อวางแผนการทำงานกลางแจ้งได้ปลอดภัย
- การตรวจวัดสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ช่วยสนับสนุนการปฏิบัติตามกฎหมายความปลอดภัยและลดอัตราการเจ็บป่วยจากความร้อนสูง
- การวิเคราะห์และจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมโดยห้องปฏิบัติการที่ได้รับการขึ้นทะเบียน ช่วยให้ผู้พัฒนาโครงการได้ข้อมูลที่แม่นยำเพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพ
สภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวในปัจจุบันทำให้หลายคนรู้สึกเหนียวตัวและเหนื่อยง่ายกว่าปกติ เนื่องจากค่า ดัชนีความร้อน หรืออุณหภูมิที่ร่างกายของเรารู้สึกจริงนั้นพุ่งสูงเกินกว่าอุณหภูมิที่วัดได้จากเครื่องวัดทั่วไป ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นจากปัจจัยความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศที่สูงขึ้น จนส่งผลกระทบต่อระบบระบายเหงื่อของร่างกายและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเจ็บป่วยรุนแรงในกลุ่มผู้ปฏิบัติงานกลางแจ้งต่าง ๆ
บทความนี้จาก TNP Environment จะบอกวิธีการประเมินความรุนแรงของอุณหภูมิที่ส่งผลต่อร่างกาย พร้อมแนวทางสังเกตสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าก่อนเกิดอันตรายถึงชีวิต เพื่อช่วยให้ผู้ดูแลโครงการและผู้ปฏิบัติงานสามารถเตรียมรับมือกับสภาพอากาศแปรปรวนได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย
ค่าดัชนีความร้อน คืออะไร ?

ดัชนีความร้อน คืออุณหภูมิที่ร่างกายมนุษย์รู้สึกจริงในขณะนั้น ซึ่งเกิดจากการนำค่าอุณหภูมิของอากาศมาคำนวณร่วมกับความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ ณ เวลานั้น เมื่อความชื้นในอากาศสูงขึ้น ร่างกายจะระบายเหงื่อเพื่อลดความร้อนได้ยากขึ้น ส่งผลให้เรารู้สึกร้อนอบอ้าวกว่าปกติ เช่น ถ้าวัดอุณหภูมิอากาศได้ 34 องศาเซลเซียส แต่มีความชื้นสัมพัทธ์สูงถึงร้อยละ 70 ร่างกายของเราจะรู้สึกร้อนอบอ้าวเทียบเท่าอุณหภูมิ 49 องศาเซลเซียส
ค่านี้มีความสำคัญในการเตือนภัยสุขภาพเพื่อให้ทุกคนสามารถเตรียมตัวรับมือกับสภาพอากาศได้อย่างถูกต้อง หน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยามักใช้ค่านี้ในการแจ้งเตือนระดับความรุนแรงของสภาพอากาศประจำวัน โดยแบ่งระดับการเฝ้าระวังออกเป็น 4 ระดับสีเพื่อความปลอดภัยของประชาชน
ดัชนีความร้อนกับอุณหภูมิ ต่างกันอย่างไร ?
ดัชนีความร้อนคืออุณหภูมิที่ผิวหนังของเรารู้สึกจริง ซึ่งต่างจากอุณหภูมิอากาศปกติที่วัดได้จากเครื่องมือวัดโดยตรง ค่านี้เกิดขึ้นจากการนำความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศมาคำนวณร่วมกับอุณหภูมิของอากาศในขณะนั้น
| ปัจจัยเปรียบเทียบ | อุณหภูมิอากาศ | ดัชนีความร้อน |
| วิธีการได้มา | วัดจากเทอร์โมมิเตอร์โดยตรง | คำนวณอุณหภูมิร่วมกับความชื้นสัมพัทธ์ |
| สิ่งที่แสดงผล | ค่าความร้อนของบรรยากาศรอบตัว | ระดับความร้อนที่ผิวหนังมนุษย์สัมผัสจริง |
| ประโยชน์การใช้งาน | ใช้รายงานสภาพอากาศประจำวัน | ประเมินความปลอดภัยเพื่อป้องกันฮีทสโตรก |
ความชื้นสัมพัทธ์ที่สูงขึ้นทำให้เหงื่อระเหยยากขึ้น ส่งผลให้เรารู้สึกร้อนอบอ้าวมากกว่าปกติ เช่น ถ้าอุณหภูมิอากาศอยู่ที่ 34 องศาเซลเซียส แต่มีความชื้นสัมพัทธ์สูงถึง 75 เปอร์เซ็นต์ ร่างกายจะรู้สึกร้อนเสมือนเผชิญอุณหภูมิสูงถึง 49 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นระดับที่ต้องเริ่มเฝ้าระวังสุขภาพอย่างใกล้ชิด
ดัชนีความร้อนสูงแค่ไหนถึงอันตราย ? เช็คระดับความรุนแรง
ดัชนีความร้อนจะเริ่มส่งผลกระทบต่อร่างกายจนเกิดอันตรายเมื่อมีค่าสูงตั้งแต่ 32 องศาเซลเซียส ขึ้นไป ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ร่างกายต้องเผชิญกับภาวะเครียดจากความร้อนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ค่านี้จะคำนวณจากความร้อนที่แท้จริงซึ่งผิวหนังมนุษย์สัมผัสได้โดยรวมเอาผลกระทบของความชื้นในอากาศเข้ามาเกี่ยวข้อง
การแบ่งระดับความรุนแรงจะช่วยให้เราเตรียมตัวรับมือกับภัยเงียบได้อย่างถูกต้อง โดยการประเมินจะจำแนกตามผลกระทบต่อร่างกายในแต่ละช่วงเพื่อการปฏิบัติตัวอย่างปลอดภัยในพื้นที่ร่มและกลางแจ้ง
ช่วงระดับเฝ้าระวัง และเตือนภัย
ระดับเฝ้าระวังของดัชนีความร้อนเริ่มต้นที่ 27 ถึง 32 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นจุดที่ร่างกายเริ่มรู้สึกอึดอัดเหนียวตัว การทำงานกลางแจ้งหรือออกกำลังกายในสภาวะนี้เป็นเวลานานอาจทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย วิงเวียนศีรษะ หรือตะคริวตามกล้ามเนื้อขาและหน้าท้อง
เมื่อตัวเลขแตะ 32 ถึง 41 องศาเซลเซียส จะเข้าสู่ระดับเตือนภัยที่มีความรุนแรงมากขึ้น อุณหภูมิผิวสัมผัสที่ร้อนจัดร่วมกับความชื้นในอากาศสูงจะขัดขวางการระบายเหงื่อ ส่งผลให้กลุ่มผู้ใช้แรงงานเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำรุนแรง การดื่มน้ำสะอาดปริมาณ 200 มิลลิลิตรทุก 15 นาทีช่วยควบคุมอุณหภูมิร่างกายไม่ให้ไต่ระดับสูงจนวิกฤต
ช่วงระดับอันตรายขั้นวิกฤต ที่เสี่ยงต่อชีวิต
ค่าดัชนีความร้อนที่แตะระดับ 52 องศาเซลเซียสขึ้นไป จัดเป็นระดับอันตรายขั้นวิกฤตหรือสีแดงเข้ม ซึ่งส่งผลกระทบต่อร่างกายมนุษย์รุนแรงที่สุด
เมื่อสภาพอากาศร้อนชื้นรุนแรงถึงระดับนี้ ร่างกายจะไม่สามารถระบายความร้อนผ่านทางเหงื่อได้ตามปกติ ระบบควบคุมอุณหภูมิในร่างกายจะล้มเหลวส่งผลให้อุณหภูมิแกนกลางพุ่งสูงเกิน 40 องศาเซลเซียสอย่างรวดเร็ว
ภาวะวิกฤตนี้ทำให้เกิดอาการชักเกร็ง สมองขาดเลือด และอวัยวะภายในล้มเหลวเฉียบพลัน โดยเฉพาะกลุ่มคนงานก่อสร้างกลางแจ้งที่ทำงานกลางแดดติดต่อกันนานกว่า 15 นาที
สังเกตอาการเตือนเมื่อร่างกายรับมือกับดัชนีความร้อนไม่ไหว

ร่างกายจะส่งสัญญาณเตือนทันทีเมื่อเผชิญกับ ดัชนีความร้อน ที่สูงเกินกว่าระบบควบคุมอุณหภูมิภายในจะรับไหว กลไกธรรมชาติจะแสดงอาการผิดปกติออกมา เพื่อเตือนให้เราหยุดพักและรีบลดอุณหภูมิร่างกายก่อนที่จะเกิดอันตรายรุนแรง การสังเกตความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยป้องกันภาวะวิกฤตได้ทันท่วงที เช่น การตรวจเช็คสภาพผิวหนังและอัตราการเต้นของหัวใจขณะทำงานกลางแจ้ง
สัญญาณเริ่มต้นของอาการเพลียแดด
อาการผิวหนังเย็นแฉะและมีเหงื่อออกมากผิดปกติคือสัญญาณแรกที่เตือนว่าร่างกายกำลังเผชิญภาวะเพลียแดดอันเนื่องมาจากอิทธิพลของดัชนีความร้อนสะสมในร่างกาย โดยสามารถเฝ้าระวังและสังเกตสัญญาณเตือนระยะเริ่มต้นที่แสดงออกทางร่างกายได้อย่างชัดเจน
- เหงื่อออกมากผิดปกติจนตัวเปียกชุ่ม
- ผิวหนังซีดปนแดงและเย็นชื้นเมื่อสัมผัส
- ชีพจรเต้นเร็วแต่เบาหวิวขณะหยุดพัก
- เวียนศีรษะ ปวดขมับตุบ ๆ หรือคลื่นไส้
เมื่อพบอาการดังกล่าว การปฐมพยาบาลด้วยการย้ายผู้ป่วยเข้าสู่ที่ร่มพร้อมกับให้ดื่มน้ำเย็นปริมาณ 200 มิลลิลิตรจะช่วยลดอุณหภูมิร่างกายได้ทันเวลา
สัญญาณอันตรายจากโรคลมแดด (Heat Stroke)
สัญญาณอันตรายของโรคลมแดดหรือฮีทสโตรกคือการที่อุณหภูมิร่างกายสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส ร่วมกับระบบประสาททำงานผิดปกติ อาการนี้มักเกิดในสภาพแวดล้อมที่ค่าดัชนีความร้อนพุ่งสูงจัด ทำให้กลไกการระบายเหงื่อหยุดทำงาน ร่างกายจะสะสมความร้อนจนถึงขั้นวิกฤตอย่างรวดเร็ว สามารถสังเกตสัญญาณเตือนเพื่อส่งตัวรักษาได้ทันท่วงทีดังนี้
- ตัวร้อนจัด ผิวหนังแห้งและแดงกระด้าง ไม่มีเหงื่อออก
- มีอาการสับสน มึนงง พูดจาไม่รู้เรื่อง หรือชักหมดสติ
- หัวใจเต้นเร็วและแรง หายใจหอบถี่
- รู้สึกคลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะอย่างรุนแรง
ถ้าพบผู้ป่วยที่มีอาการเหล่านี้ต้องรีบย้ายเข้าที่ร่มและโทรสายด่วน 1669 ทันที การปฐมพยาบาลเบื้องต้นต้องเน้นการลดอุณหภูมิร่างกายอย่างเร่งด่วน โดยใช้ผ้าชุบน้ำเย็นประคบตามบริเวณข้อพับ ซอกคอ และขาหนีบ เพื่อป้องกันภาวะอวัยวะภายในล้มเหลวจากการสะสมความร้อนในร่างกาย
วิธีลดความเสี่ยงและดูแลตัวเองเมื่อดัชนีความร้อนพุ่งสูง
การป้องกันตัวเองเมื่อค่าดัชนีความร้อนพุ่งสูง ทำได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมประจำวันเพื่อลดการสะสมความร้อนในร่างกาย เราสามารถรับมือกับสภาพอากาศร้อนจัดอย่างปลอดภัยด้วยแนวทางปฏิบัติพื้นฐาน
- ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 2-3 ลิตร ต่อวันโดยไม่ต้องรอให้รู้สึกกระหายน้ำ เพื่อชดเชยการสูญเสียเหงื่อและรักษาความสมดุลของเหลวในร่างกาย
- สวมใส่เสื้อผ้าสีอ่อน น้ำหนักเบา และระบายอากาศได้ดี เช่น ผ้าฝ้าย เพื่อช่วยให้กระบวนการระบายความร้อนตามธรรมชาติทำงานได้สะดวกขึ้น
- หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงเวลา 11.00 – 15.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่รังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์มีความเข้มข้นสูงสุดของวัน
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชา และกาแฟ เนื่องจากเครื่องดื่มเหล่านี้มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ซึ่งจะเร่งให้ร่างกายสูญเสียน้ำเร็วขึ้น
การเตรียมพร้อมร่างกายและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามคำแนะนำข้างต้นจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยจากความร้อนสะสมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความแตกต่างระหว่าง ค่าดัชนีความร้อนทั่วไป กับ ค่าความร้อนในโรงงาน (WBGT)

ค่าดัชนีความร้อนภายนอกอาคารวัดจากอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ ส่วนค่าความร้อนในโรงงานใช้อุณหภูมิเวตบัลบ์โกลบ (WBGT) ซึ่งนำปัจจัยการแผ่รังสีความร้อนจากเครื่องจักรและความเร็วลมในพื้นที่ปิดมาคำนวณร่วมด้วยเพื่อการประเมินที่แม่นยำ
การวัดค่า WBGT ช่วยควบคุมสภาพแวดล้อมการทำงานของกลุ่มแรงงานในพื้นที่เสี่ยงได้อย่างถูกต้อง เช่น พนักงานป้อนวัตถุดิบหน้าเตาหลอมโลหะร้อนจัด
| หัวข้อเปรียบเทียบ | ดัชนีความร้อนภายนอกอาคาร | ค่าความร้อน WBGT |
| ปัจจัยคำนวณ | อุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ | อุณหภูมิ ความชื้น รังสีความร้อน ลม |
| บริเวณที่ใช้งาน | สภาพอากาศกลางแจ้งตามธรรมชาติ | พื้นที่ปฏิบัติงานในอุตสาหกรรม |
| เป้าหมาย | แจ้งเตือนผลกระทบต่อประชาชน | วางแผนความปลอดภัยให้พนักงาน |
ทำไมต้องวัดความร้อนในพื้นที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม ?

การตรวจวัดความร้อนในพื้นที่ทำงานเป็นกระบวนการประเมินสภาพแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อสุขอนามัยและความปลอดภัยของพนักงานโดยตรง สภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูงเกินมาตรฐานทำให้ร่างกายทำงานหนักขึ้น ส่งผลต่อสมาธิ ความสามารถในการตัดสินใจ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุในการทำงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โรงงานอุตสาหกรรมหลายประเภทมีแหล่งกำเนิดความร้อนจากการผลิต เช่น เตาหลอม เครื่องจักรขนาดใหญ่ หรือกระบวนการอบแห้ง การตรวจวัดระดับความร้อนอย่างสม่ำเสมอช่วยระบุจุดเสี่ยงเพื่อการปรับปรุงระบบระบายอากาศให้เหมาะสม
การประเมินค่าความร้อนยังช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนการจัดชั่วโมงการทำงานและการพักผ่อนของพนักงานได้อย่างถูกต้องตามหลักสรีรศาสตร์ เพื่อป้องกันความเจ็บป่วยรุนแรงที่เกิดจากความร้อนสะสมในกระบวนการผลิตอุตสาหกรรม
มาตรฐานและกฎหมายความร้อนในโรงงาน ที่ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตาม
กฎหมายกำหนดระดับความร้อนสูงสุดขณะปฏิบัติงานในโรงงานตามระดับความหนักเบาของงานเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของพนักงาน นายจ้างต้องควบคุมอุณหภูมิเวตบัลบ์โกลบหรือค่าความร้อนสะสมในพื้นที่ทำงานไม่ให้เกินเกณฑ์มาตรฐานที่กระทรวงแรงงานกำหนดไว้
- งานเบา เช่น งานประกอบชิ้นส่วนขนาดเล็ก งานควบคุมเครื่องจักร ค่าความร้อนต้องไม่เกิน 34 องศาเซลเซียส
- งานปานกลาง เช่น งานยกของขึ้นลงจากสายพาน งานเลื่อยไม้ ค่าความร้อนต้องไม่เกิน 32 องศาเซลเซียส
- งานหนัก เช่น งานเจาะคอนกรีต งานแบกหามวัสดุหนัก ค่าความร้อนต้องไม่เกิน 30 องศาเซลเซียส
การละเลยไม่ตรวจวัดค่าความร้อนตามระยะเวลาที่กำหนดมีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปีตามพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554
TNP บริการตรวจวัดดัชนีความร้อน เพื่อความปลอดภัยของพนักงาน
TNP Environment ให้บริการตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อมและประเมินค่าความร้อนสะสมในพื้นที่ทำงานเพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากดัชนีความร้อนที่พุ่งสูงในโรงงานอุตสาหกรรม บริการของเราครอบคลุมการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมเพื่อสร้างมาตรการป้องกันที่ตรงจุดและรักษาสุขภาพของบุคลากรในองค์กร ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์เอกชนของเราได้รับการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เลขทะเบียน ว-318 โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม
เรามุ่งเน้นการตรวจวัดฝุ่นละออง ระดับเสียง ความสั่นสะเทือน และคุณภาพน้ำ รวมถึงการจัดทำรายงานการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับสถานประกอบการต่าง ๆ การดำเนินงานของทีมงานที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ พ.ศ. 2560 ช่วยให้การประเมินสภาพแวดล้อมในกระบวนการผลิตเป็นไปอย่างถูกต้อง เพื่อส่งมอบสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัยแก่แรงงานทุกคน
สรุป
ดัชนีความร้อน คือค่าอุณหภูมิที่ร่างกายสัมผัสจริงซึ่งคำนวณจากความร้อนของอากาศร่วมกับความชื้นสัมพัทธ์ในพื้นที่ปฏิบัติงานต่าง ๆ การประเมินค่านี้ช่วยให้กลุ่มผู้ทำงานกลางแจ้งและโรงงานอุตสาหกรรม ช่วยหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากโรคเพลียแดดรวมถึงโรคลมแดดที่เป็นอันตรายถึงชีวิต
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยการดื่มน้ำสะอาดปริมาณ 2-3 ลิตรต่อวัน ช่วยควบคุมอุณหภูมิร่างกายขณะปฏิบัติงาน สำหรับสถานประกอบการ การตรวจวัดความร้อนตามมาตรฐานห้องปฏิบัติการ เป็นขั้นตอนถัดไปเพื่อช่วยดูแลสุขอนามัยของแรงงานทุกคนให้ทำงานได้อย่างปลอดภัย


