
ประเด็นสำคัญ
- มลพิษทางเสียง แนวทางแก้ไข การควบคุมจากแหล่งกำเนิดและการตรวจวัดระดับเสียงอย่างสม่ำเสมอ ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนรอบข้างได้อย่างยั่งยืน
- โครงการก่อสร้างและโรงงานอุตสาหกรรมต้องปฏิบัติตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด โดยตรวจวัดระดับเสียงและความสั่นสะเทือนเพื่อป้องกันผลกระทบต่อผู้ปฏิบัติงานและเพื่อนบ้าน
- การตรวจวัดจากห้องปฏิบัติการวิเคราะห์เอกชนที่ขึ้นทะเบียนเลขทะเบียน ว-318 โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือในการจัดทำรายงานการติดตามตรวจสอบสิ่งแวดล้อม
- การประเมินและบริหารจัดการเชิงรุกผ่านรายงานผลการปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน ช่วยลดข้อพิพาทและเอื้อให้การดำเนินงานในพื้นที่ต่าง ๆ ราบรื่นยิ่งขึ้น
เสียงรบกวนจากการก่อสร้างหรือเครื่องจักรโรงงานที่เกินขีดจำกัด มักนำไปสู่ข้อพิพาทรุนแรงกับชุมชนรอบข้าง ทำให้หัวข้อ มลพิษทางเสียง แนวทางแก้ไข กลายเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ผู้ประกอบการต้องจัดการอย่างถูกวิธี การปล่อยให้ระดับเสียงเกินมาตรฐาน 70 เดซิเบลเอ สร้างผลกระทบต่อสุขภาพผู้คนโดยรอบ และส่งผลให้โครงการถูกสั่งระงับการทำงานชั่วคราวได้ทันที
บทความนี้จาก TNP Environment รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดเสียง วิธีการตรวจวัดด้วยเครื่องมือเฉพาะทาง และมาตรการทางวิศวกรรม เพื่อช่วยให้ผู้พัฒนาโครงการสามารถปรับปรุงหน้างานและลดระดับเดซิเบลลงได้อย่างถูกต้องตามเกณฑ์ควบคุมของกรมควบคุมมลพิษ
มลพิษทางเสียงรอบตัวเราเกิดขึ้นจากแหล่งกำเนิดไหนบ้าง ?

มลพิษทางเสียง ในสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราส่วนใหญ่มีแหล่งกำเนิดหลักจากยานพาหนะบนท้องถนน เขตก่อสร้าง และเครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรม เสียงจากท่อไอเสียรถยนต์ เครื่องยนต์ขนาดใหญ่ หรือการจราจรที่หนาแน่นบนถนนสายหลักส่งเสียงรบกวนชุมชนตลอดเวลา ขณะที่กิจกรรมการตอกเสาเข็มและการขุดเจาะในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ก็สร้างความสั่นสะเทือนและเสียงดังเกินมาตรฐาน 85 เดซิเบลเอ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพหูและคุณภาพชีวิตของผู้พักอาศัยในบริเวณใกล้เคียง
สำหรับภาคอุตสาหกรรม แหล่งกำเนิดเสียงมักมาจากเครื่องเป่าลม เครื่องอัดอากาศ หรือระบบระบายอากาศที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง การระบุแหล่งกำเนิดที่ชัดเจนช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวางแนวทางแก้ไขมลพิษทางเสียงได้อย่างตรงจุด ผู้พัฒนาโครงการและเจ้าของโรงงานจึงต้องตรวจวัดระดับเสียงอย่างสม่ำเสมอเพื่อจัดทำรายงานการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างมาตรการควบคุมที่มีประสิทธิภาพคือการติดตั้งกำแพงกันเสียงรอบไซต์งานหรือการใช้อุปกรณ์เก็บเสียงประเภทท่อพักไอเสียสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
มลพิษทางเสียง แนวทางแก้ไขที่เริ่มต้นจัดการได้ด้วยตัวเอง

การจัดการมลพิษทางเสียง แนวทางแก้ไขสามารถเริ่มต้นได้ทันทีจากการปรับปรุงสภาพแวดล้อมส่วนบุคคลและพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเพื่อสกัดกั้นคลื่นเสียงสะท้อนก่อนเดินทางเข้าสู่ระบบการได้ยินของเรา
วิธีการเหล่านี้ช่วยลดระดับความดังของเสียงรบกวนภายนอกลงได้เฉลี่ย 5 ถึง 10 เดซิเบลเอ ซึ่งเพียงพอต่อการสร้างสมาธิและการนอนหลับพักผ่อนที่มีประสิทธิภาพตามมาตรฐานอนามัยสิ่งแวดล้อม
การจัดห้องและปรับปรุงพื้นที่เพื่อช่วยดูดซับความแรงของเสียง
การเปลี่ยนทิศทางการเดินทางของคลื่นเสียงด้วยการปรับระนาบกำแพงและการทำมุมผนังห้องช่วยลดการสะท้อนกลับของพลังงานเสียงได้อย่างมีประสิทธิภาพ การวางผังพื้นที่สลับฟันปลาหรือการกั้นห้องแบบดับเบิ้ลสกินที่มีช่องว่างอากาศตรงกลางกว้าง 5-10 เซนติเมตร เป็นแนวทางแก้ไขมลพิษทางเสียงโครงสร้างพื้นฐานที่ได้ผลดีที่สุดสำหรับอาคารสำนักงานและโรงงานอุตสาหกรรม
การจัดวางตำแหน่งเครื่องจักรหรือแหล่งกำเนิดเสียงให้อยู่ในมุมอับเสียง พร้อมติดตั้งแผงกั้นเสียงคอนกรีตมวลเบาหนา 10 เซนติเมตรขึ้นไป ช่วยสกัดกั้นคลื่นความถี่ต่ำไม่ให้แผ่กระจายไปยังพื้นที่ทำงานส่วนอื่น วิธีนี้ช่วยควบคุมค่าความดังเสียงเฉลี่ย 8 ชั่วโมงทำงานไม่ให้เกิน 85 เดซิเบลเอตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม
การเลือกใช้อุปกรณ์ลดเสียงและของตกแต่งบ้านเพื่อคืนความสงบ
การเลือกใช้วัสดุดูดซับเสียงและของตกแต่งห้องที่มีคุณสมบัติหนาแน่นสูงเป็นแนวทางการสลายพลังงานเสียงที่ผ่านเข้ามาในอาคารได้อย่างรวดเร็ว การจัดการมลพิษทางเสียงแนวทางแก้ไขในพื้นที่ส่วนบุคคลทำได้ทันทีด้วยการเลือกใช้ของตกแต่งปรับปรุงสภาพแวดล้อมเพื่อคืนความสงบ
- แผ่นซับเสียงโพลียูรีเทนความหนา 1 นิ้ว สำหรับติดตั้งบนผนังห้องเพื่อลดการสะท้อนของคลื่นเสียงแหลม
- ม่านกันเสียงใยสังเคราะห์หนาพิเศษช่วยบล็อกเสียงจราจรผ่านช่องหน้าต่างกระจกอลูมิเนียม
- พรมขนสัตว์หรือพรมใยสังเคราะห์ถักทอหนาช่วยดูดซับเสียงกระแทกจากการก้าวเดินบนพื้นไม้ด้านบน
- ตู้หนังสือไม้แท้ขนาดใหญ่จัดวางชิดกำแพงทิศที่หันเข้าหาถนนใหญ่เพื่อเพิ่มมวลหนาแน่นในการกันเสียงสะท้อนต่าง ๆ
การปรับแต่งห้องด้วยวัสดุที่มีค่าสัมประสิทธิ์การดูดซับเสียงหรือ NRC ตั้งแต่ 0.75 ขึ้นไป ช่วยควบคุมความดังภายในห้องให้อยู่ในระดับไม่เกิน 35 เดซิเบลเอ ช่วยสร้างสภาวะน่าสบายทางเสียงและส่งเสริมสุขอนามัยที่ดีในการนอนพักผ่อน
วิธีป้องกันมลพิษทางเสียง เพื่อลดความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพหู
การจัดการมลพิษทางเสียงมีแนวทางแก้ไขที่ถูกต้องและได้ผลยั่งยืนต้องมุ่งเน้นการควบคุมระดับความเข้มเสียงจากแหล่งกำเนิดร่วมกับการลดการเดินทางของเสียงผ่านตัวกลาง การประยุกต์ใช้มาตรการเชิงวิศวกรรมและการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมรอบตัวช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหูตึงเฉียบพลันและเรื้อรังได้อย่างเป็นรูปธรรมตามข้อกำหนดสากล
การดูแลความปลอดภัยในการได้ยินเมื่อต้องอยู่ในพื้นที่เสียงดัง
การสวมใส่อุปกรณ์ลดเสียงที่ได้มาตรฐานเป็นแนวทางแก้ไขมลพิษทางเสียงในเบื้องต้นที่เห็นผลเร็วที่สุดสำหรับผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยง การเลือกใช้ที่อุดหู (Earplugs) หรือที่ครอบหู (Earmuffs) ต้องพิจารณาจากค่าการลดเสียง (Noise Reduction Rating หรือ NRR) ให้เหมาะกับความดังหน้างานจริง โดยเฉพาะบริเวณที่มีการใช้งานเครื่องจักรหนักหรือเครื่องสกัดคอนกรีตที่มีเสียงดังเกิน 85 เดซิเบลเอ ตลอดการทำงาน 8 ชั่วโมง
การควบคุมเวลาในการสัมผัสเสียงและปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานจัดเป็นแนวทางแก้ไขมลพิษทางเสียงเชิงวิศวกรรมที่ยั่งยืน การติดตั้งแผงกันเสียงชั่วคราวรอบเครื่องจักรและการจัดตารางเวียนสลับแรงงานช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหูตึงจากอาชีพได้อย่างเป็นรูปธรรม โรงงานอุตสาหกรรมสามารถตรวจสอบความเข้มของเสียงสะสมรายบุคคลได้ด้วยเครื่องวัดปริมาณเสียงสะสม (Noise Dosimeter) เพื่อปรับปรุงมาตรการความปลอดภัยให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของกฎหมายแรงงานต่อไป
การปิดช่องโหว่ตามบ้านเรือนเพื่อกั้นเสียงรบกวนจากภายนอก
การปิดช่องโหว่รอบวงกบประตูและหน้าต่างด้วยยางกันเสียง (Gasket) หรือซิลิโคนอุดรอยต่อเป็นวิธีสกัดกั้นเสียงรบกวนภายนอกเข้าสู่ตัวบ้านที่ได้ผลเร็วที่สุด ช่องว่างขนาดเล็กเพียงไม่กี่มิลลิเมตรใต้ประตูสามารถส่งผ่านคลื่นเสียงเข้ามาได้เทียบเท่ากับหน้าต่างที่เปิดอ้าไว้ การใช้แผ่นยางปิดช่องใต้ประตู (Door Drop Seal) ควบคู่กับการหยอดอะคริลิกซีลแลนท์ตามรอยร้าวของผนังปูนจะช่วยลดการแทรกซึมของเสียงได้อย่างชัดเจน
การเลือกวัสดุอุดรอยต่อเพื่อจัดการ มลพิษทางเสียง แนวทางแก้ไข ที่ถูกต้องตามหลักวิศวกรรมเสียงควรเลือกใช้วัสดุที่มีความยืดหยุ่นสูงและมีความหนาแน่น เช่น ซิลิโคนประเภทโพลียูรีเทน (PU) ซึ่งมีคุณสมบัติซับแรงสั่นสะเทือนได้ดีกว่าซิลิโคนทั่วไป การปิดรอยรั่วต่าง ๆ อย่างประณีตสามารถลดระดับเสียงสะสมที่ผ่านเข้ามาในอาคารได้ถึง 5 ถึง 10 เดซิเบล ซึ่งเพียงพอต่อการลดเสียงเครื่องยนต์จากถนนหน้าบ้านให้เบาลงจนไม่รบกวนการนอนหลับ
มลพิษทางเสียงและการสั่นสะเทือน ในภาคอุตสาหกรรมส่งผลกระทบรุนแรงแค่ไหน ?

มลพิษทางเสียงและการสั่นสะเทือนในภาคอุตสาหกรรมส่งผลกระทบสะสมรุนแรงถึงขั้นทำให้พนักงานสูญเสียการได้ยินอย่างถาวรและสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างอาคารโดยรอบ
ความรุนแรงของเสียงที่ดังเกิน 85 เดซิเบลเอ ติดต่อกันเกิน 8 ชั่วโมงทำงานต่อวัน ส่งผลให้เซลล์ประสาทหูเสื่อมสภาพเฉียบพลันหรือค่อย ๆ เสื่อมโทรมลง นอกจากนี้แรงสั่นสะเทือนสะสมที่ส่งผ่านพื้นดินยังสร้างความเสียหายต่ออาคารข้างเคียง เกิดรอยร้าวในโครงสร้างคอนกรีต และรบกวนการทำงานของเครื่องจักรความละเอียดสูงในพื้นที่ใกล้เคียง
ในแง่กฎหมาย ปัญหานี้สร้างข้อพิพาทรุนแรงกับชุมชนรอบข้างจนนำไปสู่การถูกสั่งระงับกิจการชั่วคราว การประเมินและการตรวจวัดหน้างานอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นขั้นตอนสำคัญเพื่อกำหนดมลพิษทางเสียงแนวทางแก้ไขที่ตรงจุด เช่น การติดตั้งกำแพงกันเสียงหรือฐานลดแรงสั่นสะเทือนที่ผ่านการคำนวณค่าทางวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมอย่างถูกต้อง
แหล่งกำเนิดแรงสั่นสะเทือนและคลื่นเสียงที่ต้องเฝ้าระวัง
แหล่งกำเนิดแรงสั่นสะเทือนและคลื่นเสียงที่ต้องควบคุมอย่างใกล้ชิดกระจายตัวอยู่ในพื้นที่ก่อสร้างและพื้นที่กระบวนการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม การจำแนกต้นตอเหล่านี้ช่วยให้การจัดการ มลพิษทางเสียง แนวทางแก้ไข ทำได้อย่างแม่นยำและใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า
- เครื่องตอกเสาเข็มชนิดตอกและเครื่องเจาะดินขนาดใหญ่ในเขตก่อสร้างที่ส่งแรงกระแทกผ่านชั้นดินลึก
- เครื่องปั๊มขึ้นรูปโลหะขนาดเกิน 100 ตันและเครื่องอัดลมแรงดันสูงที่ปล่อยคลื่นความถี่ต่ำแผ่กระจายออกไปรอบทิศทาง
- ระบบพัดลมระบายอากาศอุตสาหกรรมและเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองที่ทำงานต่อเนื่องตลอดวัน
การระบุจุดกำเนิดเสียงเหล่านี้ช่วยให้การออกแบบฐานรองรับแรงสั่นสะเทือนชนิดสปริงและการติดตั้งผนังซับเสียงทำได้ตรงตามค่าความถี่คลื่นจริง โรงงานสามารถใช้วิธีนี้ร่วมกับบริการตรวจวัดระดับเสียงและแรงสั่นสะเทือนจากห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ที่ขึ้นทะเบียน ว-318 เพื่อประเมินค่าความสั่นสะเทือนในหน่วยมิลลิเมตรต่อวินาทีได้อย่างถูกต้องตามมาตรฐานสากล
เทคโนโลยีควบคุมเสียงและลดแรงสั่นสะเทือนสำหรับโรงงาน
การควบคุมเสียงและแรงสั่นสะเทือนในพื้นที่อุตสาหกรรมใช้การแยกแหล่งกำเนิดเชิงกลด้วยวัสดุซับแรงกระแทกรวมถึงการปิดกั้นเส้นทางการเดินทางของคลื่นเสียง การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีวิศวกรรมเพื่อจัดการแนวทางแก้ไขมลพิษทางเสียงที่เห็นผลจริงประกอบด้วยระบบการทำงานต่อไปนี้
- การติดตั้งฐานรองเครื่องจักรชนิดสปริงผสมยางสังเคราะห์เพื่อแยกแรงสั่นสะเทือนจากเครื่องปั๊มโลหะลงสู่โครงสร้างอาคาร
- การสร้างห้องครอบเก็บเสียงสองชั้นสำหรับเครื่องปั๊มลมและเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพื่อบล็อกคลื่นเสียงความถี่สูงไม่ให้ออกสู่ภายนอก
- การติดตั้งท่อลดเสียงแบบดูดซับเสียงในระบบระบายอากาศเพื่อสลายพลังงานจลน์ของลมก่อนปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศ
การเลือกใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ต้องอ้างอิงข้อมูลการตรวจวัดระดับความถี่เสียงเฉพาะตัวของเครื่องจักรต่าง ๆ การสั่นสะเทือนระดับความถี่ต่ำกว่า 20 เฮิรตซ์ จำเป็นต้องใช้ฐานคอนกรีตมวลหนักแยกอิสระจากโครงสร้างโรงงานหลักเพื่อป้องกันคลื่นเสียงเดินทางผ่านชั้นดินไปสร้างความเดือดร้อนให้ชุมชนรอบข้าง
มลพิษทางเสียง แนวทางแก้ไขขั้นเด็ดขาดเมื่อเกินรับมือ

การแก้ไขปัญหามลพิษทางเสียงในระดับวิกฤตจำเป็นต้องจัดการจากต้นตอด้วยมาตรการทางวิศวกรรมและการบริหารจัดการพื้นที่ควบคุมเสียงอย่างเป็นระบบตามหลักวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม การครอบเครื่องจักรด้วยวัสดุดูดซับเสียง การติดตั้งแนวแผงกันเสียงชั่วคราวรอบเขตก่อสร้าง และการย้ายตำแหน่งเครื่องจักรที่เกิดเสียงดังให้อยู่ห่างจากชุมชนรอบข้าง ช่วยลดการแผ่กระจายของพลังงานเสียงได้อย่างตรงจุด
การกำหนดตารางเวลาทำงานของกิจกรรมที่ก่อเสียงดังสลับกันไปเพื่อหลีกเลี่ยงการสะสมของระดับเสียงและการบำรุงรักษาเครื่องจักรตามรอบเวลาเป็นมาตรการบริหารจัดการที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัย การควบคุมในลักษณะนี้ช่วยรักษาค่าระดับเสียงเฉลี่ย 8 ชั่วโมงทำงานไม่ให้เกิน 85 เดซิเบลเอตามเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยและอาชีวอนามัยของกระทรวงแรงงาน
การตรวจวัดระดับเสียงเบื้องต้น เพื่อประเมินความรุนแรง
การประเมินความรุนแรงของมลพิษทางเสียง แนวทางแก้ไขเริ่มต้นด้วยการตรวจวัดระดับเสียงเฉลี่ยต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง และระดับเสียงสูงสุดโดยใช้เครื่องวัดระดับเสียงที่ผ่านการสอบเทียบตามมาตรฐานสากล เพื่อระบุขอบเขตของผลกระทบต่อชุมชนรอบข้างอย่างแม่นยำ
| ประเภทพื้นที่วัดระดับเสียง | เกณฑ์มาตรฐานสูงสุด | ผลกระทบเมื่อเกินเกณฑ์ |
| พื้นที่ชุมชนและที่พักอาศัยเฉลี่ย 24 ชั่วโมง | ไม่เกิน 70 เดซิเบลเอ | รบกวนการนอนหลับและการสื่อสาร |
| บริเวณที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม (8 ชั่วโมง) | ไม่เกิน 85 เดซิเบลเอ | เสี่ยงต่อการสูญเสียการได้ยินระยะยาว |
| เสียงสูงสุด ณ จุดใดจุดหนึ่ง (Max Noise Level) | ไม่เกิน 115 เดซิเบลเอ | อันตรายต่อระบบประสาทหูทันที |
การตั้งจุดวัดระดับเสียงต้องวางไมโครโฟนสูงจากพื้น 1.2 ถึง 1.5 เมตร ในทิศทางที่เผชิญหน้ากับแหล่งกำเนิดเสียงโดยตรง โดยไม่มีสิ่งกีดขวางในระยะ 3.5 เมตร รอบตัวเครื่อง เพื่อป้องกันเสียงสะท้อนคลาดเคลื่อน ข้อมูลตัวเลขเหล่านี้ช่วยให้ผู้รับเหมาคำนวณแนวทางควบคุมเสียงด้วยแผงกั้นอะคูสติกหนา 50 มิลลิเมตร ได้ตรงจุด
การเลือกผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อเข้าแก้ไขปัญหาตรงจุด
การเลือกผู้เชี่ยวชาญเพื่อจัดการมลพิษทางเสียง โดยแนวทางแก้ไขต้องตรวจสอบใบอนุญาตและทะเบียนห้องปฏิบัติการวิเคราะห์สิ่งแวดล้อมที่รับรองโดยหน่วยงานราชการโดยตรง ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของวิศวกรช่วยป้องกันความคลาดเคลื่อนในการประเมินระดับความดังเสียงและช่วยในการคำนวณโครงสร้างควบคุมเสียงได้อย่างถูกต้อง
- ทีมงานตรวจวัดต้องมีทะเบียนห้องปฏิบัติการวิเคราะห์เอกชนที่ออกโดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม เลขทะเบียน ว-318 เพื่อรับรองความถูกต้องของเครื่องมือตามมาตรฐานสากล
- มีประสบการณ์วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อประกอบการจัดทำรายงานการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือ Monitoring Report เสนอต่อหน่วยงานรัฐ
- มีความสามารถทางวิศวกรรมในการคำนวณวัสดุอะคูสติกที่สัมพันธ์กับความถี่เสียงเฉพาะตัวของเครื่องจักรแต่ละประเภทในพื้นที่หน้างานจริง
TNP เราดำเนินงานด้านการตรวจวัดสิ่งแวดล้อมและควบคุมระดับเสียงตั้งแต่ พ.ศ. 2560 เพื่อส่งมอบข้อมูลระดับเสียงที่เที่ยงตรงสำหรับการจัดทำรายงานมาตรการป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อมส่งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย
ช่องทางการร้องเรียนตามกฎหมาย
การแจ้งเหตุเดือดร้อนรำคาญจาก มลพิษทางเสียง แนวทางแก้ไข ในขั้นตอนแรกสามารถดำเนินการผ่านช่องทางกฎหมายเพื่อประสานเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบระงับเหตุอย่างเร่งด่วน ผู้ได้รับผลกระทบสามารถเลือกใช้ช่องทางร้องเรียนที่แบ่งตามพื้นที่รับผิดชอบเพื่อประสิทธิภาพในการระงับกิจกรรมก่อเสียงดังภายใน 24 ชั่วโมง
- สายด่วนกรมควบคุมมลพิษ หมายเลข 1650 สำหรับแจ้งเหตุมลพิษจากแหล่งกำเนิดเสียงขนาดใหญ่ในเขตเมือง
- ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย หมายเลข 1567 ซึ่งเปิดรับเรื่องร้องเรียนความเดือดร้อนของประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง
- เจ้าพนักงานท้องถิ่น เช่น สำนักงานเขต เทศบาล หรือ อบต. ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจสั่งการตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535
การเตรียมข้อมูลหลักฐาน เช่น พิกัดโครงการก่อสร้าง ช่วงเวลาที่เกิดเสียงดังรบกวน หรือภาพถ่ายสภาพแวดล้อม จะช่วยประสานงานให้หน่วยงานราชการส่งเจ้าหน้าที่สิ่งแวดล้อมเข้าตรวจสอบพื้นที่จริงได้ภายในเวลา 3 วันทำการ
สรุป
การจัดการมลพิษทางเสียง แนวทางแก้ไขต้องมุ่งเน้นควบคุมที่แหล่งกำเนิดเชิงวิศวกรรมร่วมกับการสกัดกั้นทางเดินของเสียง ทั้งการใช้โครงสร้างกันเสียงและการอุดรอยรั่วตามอาคาร โดยควบคุมระดับเสียงเฉลี่ยในชุมชนไม่ให้เกิน 70 เดซิเบลเอ และรักษาความดังในพื้นที่ทำงานไม่ให้เกิน 85 เดซิเบลเอ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพและลดข้อพิพาทกับชุมชนรอบข้าง
เจ้าของโครงการและโรงงานอุตสาหกรรมสามารถตรวจสอบค่าเสียงเพื่อจัดทำรายงานติดตามตรวจสอบสิ่งแวดล้อม โดยเลือกใช้บริการจากห้องปฏิบัติการวิเคราะห์เอกชนขึ้นทะเบียน ว-318 ที่พร้อมสนับสนุนงานตรวจวัดระดับเสียงและสั่นสะเทือนด้วยเครื่องมือมาตรฐานสากลตั้งแต่ พ.ศ. 2560 เพื่อการดำเนินงานที่ถูกต้องตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม


