สะเทือน หมายถึงอะไร ? และทำไมถึงสำคัญในงานก่อสร้างและโรงงาน

การวัดแรงสั่นสะเทือน หมายถึงอะไร? เหตุผลที่โรงงานและงานก่อสร้างต้องวัดค่า พร้อมมาตรฐาน วิธีแก้ไขเมื่อค่าเกินมาตรฐาน และการเลือกเครื่องมือตรวจวัด
สะเทือน หมายถึงอะไร? และทำไมถึงสำคัญในงานก่อสร้างและโรงงาน
สะเทือน หมายถึงอะไร? และทำไมถึงสำคัญในงานก่อสร้างและโรงงาน

ประเด็นสำคัญ

  • สะเทือน หมายถึง แรงกระแทกที่รุนแรงจนส่งผลต่ออวัยวะภายในมักซ่อนความเสี่ยงที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ซึ่งส่งผลเสียต่อระบบการทำงานพื้นฐานในร่างกายได้ทันทีหากไม่รีบตรวจเช็กโดยละเอียดจากแพทย์
  • การเฝ้าระวังอาการผิดปกติทางร่างกายหลังประสบอุบัติเหตุ เช่น การตกจากที่สูงหรือการถูกชนภายในช่วง 24 ชั่วโมงแรกถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะรอยโรคหรือการบาดเจ็บซ่อนเร้นมักจะค่อย ๆ ปรากฏชัดขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปเพียงเล็กน้อย
  • หมั่นสังเกตสัญญาณเตือนที่เป็นสัญญาณอันตราย เช่น มีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด คลื่นไส้ อาเจียนพุ่ง หรือรู้สึกปวดหนึบในจุดที่ถูกกระแทก ซึ่งเป็นดัชนีสำคัญที่ชี้วัดถึงระดับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโครงสร้างอวัยวะภายใน
  • การประเมินสถานการณ์อุบัติเหตุอย่างมีสติและการตัดสินใจไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจร่างกายอย่างถูกต้อง จะช่วยลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บรุนแรงและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่คาดไม่ถึงได้

อาการบ้าน สะเทือน จนรู้สึกได้เมื่อมีรถบรรทุกขับผ่านหรือมีการก่อสร้างใกล้เคียงมักสร้างความกังวลใจเรื่องความปลอดภัยของโครงสร้างบ้านทันที โดยมักพบปัญหารอยร้าวตามมุมหน้าต่างหรือรอยแยกที่กำแพงขยายกว้างขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อปล่อยให้เกิดแรงสั่นสะสมทิ้งไว้นานวันโดยไม่ตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง

บทความนี้ TNP Environment ได้รวบรวมวิธีตรวจสอบระดับความรุนแรงและวิธีรับมือปัญหาจากสถานการณ์จริง เพื่อช่วยให้คุณจัดการแก้ไขได้ถูกจุดก่อนความเสียหายจะลามไปถึงเสาเข็มหรือคานรับน้ำหนัก

เลือกอ่านตามหัวข้อ แสดง

สะเทือน หมายถึงอะไร?

สะเทือน หมายถึงอะไร?

สะเทือน คือ อาการสั่นไหวอย่างแรงของวัตถุเมื่อได้รับแรงกระทบจนเกิดคลื่นพลังงานกระจายตัวออกไปจากจุดกำเนิด เราจะรู้สึกได้ถึงแรงนี้ผ่านการสัมผัสหรือการมองเห็นสิ่งของรอบตัวขยับตามจังหวะที่เกิดขึ้น เช่น ตอนที่นั่งอยู่ในบ้านริมถนนแล้วกระจกหน้าต่างสั่นเพราะรถเมล์คันใหญ่ขับผ่านด้วยความเร็วสูง

พลังงานที่ส่งต่อมาทำให้มวลของวัตถุเปลี่ยนสถานะจากหยุดนิ่งเป็นการเคลื่อนที่ในระยะเวลาสั้น ๆ สลับกันไปมาอย่างรวดเร็ว อาการนี้เกิดขึ้นได้ทั้งในของแข็ง ของเหลว และอากาศ โดยความแรงจะลดน้อยลงตามระยะทางที่ห่างออกไปจากต้นตอของแรงกระแทกนั้น

 

ความสั่นสะเทือนมาจากไหน และมีกี่แบบ?

ความสั่นสะเทือนเกิดจากการถ่ายเทพลังงานที่ทำให้วัตถุหรือตัวกลางเคลื่อนที่กลับไปมาอย่างรวดเร็วรอบจุดสมดุล เริ่มจากแหล่งกำเนิดที่มีแรงกระทำสม่ำเสมอส่งผ่านคลื่นพลังงานไปยังสิ่งแวดล้อมรอบข้างจนเรารู้สึกถึงอาการสะเทือนที่ส่งผลต่อการทรงตัวหรือความมั่นคงของวัตถุ

รูปแบบการสั่นจำแนกออกเป็นสองลักษณะใหญ่ตามความต่อเนื่องของจังหวะ คือการสั่นแบบต่อเนื่องที่มีความถี่คงที่เป็นเวลานาน และการสั่นแบบกระแทกที่เกิดขึ้นเป็นจังหวะสั้น ๆ แต่มีแรงส่งมหาศาลในช่วงเวลาเสี้ยววินาที การวิเคราะห์ค่าเหล่านี้จะเน้นไปที่ความเร็วอนุภาคสูงสุดเพื่อประเมินความเสี่ยงต่อโครงสร้าง

พลังงานเหล่านี้เดินทางผ่านตัวกลางที่มีความหนาแน่นต่างกันด้วยความเร็วไม่เท่ากัน โดยคลื่นสั่นที่วิ่งผ่านชั้นหินแข็งจะรักษาพลังงานได้ดีและส่งไปได้ไกลกว่าการวิ่งผ่านชั้นดินอ่อนหรือดินเหนียวที่มีคุณสมบัติช่วยดูดซับแรงสั่นสะเทือนตามธรรมชาติได้ดีกว่ามาก

ความสั่นสะเทือนจากงานก่อสร้าง

ความสั่นสะเทือนจากงานก่อสร้าง

ความสั่นสะเทือนจากไซต์ก่อสร้างเกิดจากการส่งผ่านพลังงานกลลงสู่พื้นดินผ่านเครื่องจักรหนักทำให้โครงสร้างอาคารใกล้เคียงเกิดแรงสั่นไหวในรัศมี 10-30 เมตร คลื่นความถี่เหล่านี้จะวิ่งผ่านชั้นดินเข้าสู่ฐานรากของบ้านเรือนทำให้กระจกสั่นหรือฝ้าเพดานมีเสียงดังมักเกิดจากขั้นตอนการตอกเสาเข็มหรือการบดอัดดินเป็นหลัก โดยแหล่งกำเนิดคลื่นสั่นสะเทือนที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมีที่มาจากกิจกรรมหลักคือ

  • การตอกเสาเข็มแบบปั้นจั่นเหวี่ยงที่ส่งแรงกระแทกซ้ำ ๆ
  • การใช้รถบดถนนขนาดใหญ่เพื่อเตรียมพื้นฐานราก
  • การเจาะทำลายพื้นคอนกรีตเดิมด้วยเครื่องสกัดกำลังสูง
  • ขบวนรถบรรทุกสิบล้อขนส่งวัสดุก่อสร้างที่สร้างแรงสะเทือนตอนเคลื่อนที่

ความเสียหายมักปรากฏในรูปแบบรอยร้าวแนวเฉียง 45 องศาบริเวณวงกบประตูหรือรอยแยกบนผิวผนังปูนฉาบที่เกิดจากการขยับตัวของโครงสร้าง การติดตั้งเครื่องวัดความสั่นสะเทือนในพื้นที่ก่อสร้างช่วยจำกัดความแรงให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานไม่เกิน 2-5 มิลลิเมตรต่อวินาที เพื่อป้องกันความเสียหายต่ออาคารรอบข้าง

ความสั่นสะเทือนจากโรงงานอุตสาหกรรมและเครื่องจักร

ความสั่นสะเทือนจากโรงงานอุตสาหกรรมและเครื่องจักร

ความสะเทือนของเครื่องจักรต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมทุกประเภทมักเกิดจากชิ้นส่วนที่หมุนด้วยความเร็วสูงหรือระบบกระแทกที่มีกำลังมากซึ่งส่งแรงผ่านโครงสร้างอาคารและพื้นดินไปยังบริเวณรอบข้าง ปัญหาส่วนใหญ่พบในเครื่องปั๊มโลหะ เครื่องทำความเย็นขนาดใหญ่ หรือมอเตอร์ที่ทำงานผิดจังหวะจนเกิดคลื่นสั่นที่รุนแรง หากฐานรากไม่มีระบบลดแรงกระแทกที่เหมาะสม พลังงานเหล่านี้จะเดินทางผ่านชั้นดินไปสร้างผลกระทบต่อสิ่งปลูกสร้างรอบข้างทันที

แรงสะเทือนที่มีความถี่ต่ำมักสร้างปัญหาได้มากกว่า เพราะเดินทางได้ไกลและผ่านชั้นดินหรือชั้นหินได้ดีกว่าคลื่นความถี่สูง อาการที่สังเกตได้ชัดคือเครื่องจักรเริ่มมีเสียงดังผิดปกติหรือมีนอตยึดฐานหลวมออกมาบ่อยครั้ง เช่น การสั่นรัวของกระจกหน้าต่างหรือการแกว่งของโคมไฟในพื้นที่รัศมี 30 เมตรจากตำแหน่งที่ติดตั้งเครื่องปั๊มลมขนาดใหญ่

 

ทำไมต้องตรวจวัดความสั่นสะเทือน?

การตรวจวัดความสั่นสะเทือนทำเพื่อเปลี่ยนแรงสั่นสะเทือนที่มองไม่เห็นให้กลายเป็นตัวเลข เพื่อใช้ประเมินความเสี่ยงและควบคุมผลกระทบหน้างานจริง โดยการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบช่วยให้เราทราบค่าความเร็วอนุภาคสูงสุด (Peak Particle Velocity) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่ระบุว่าแรงสั่นนั้นส่งผลกระทบถึงระดับวิกฤตแล้วหรือยัง ข้อมูลเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานหรือเครื่องจักรที่ใช้ในพื้นที่โครงการก่อสร้างหรือเหมืองแร่

ระบบเซนเซอร์จะทำหน้าที่บันทึกค่าความถี่และทิศทางของแรงในแกนต่าง ๆ แบบ Real-time เพื่อเฝ้าระวังไม่ให้แรงที่เกิดขึ้นเกินขีดจำกัดที่ตัวอาคารจะรับไหว เรามักติดตั้งเครื่องมือประเภท Geophone บนจุดยุทธศาสตร์ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบสูงสุดเพื่อรับแรงที่ส่งผ่านชั้นดินหรือฐานราก การมีบันทึกค่าสถิติที่แม่นยำช่วยลดความขัดแย้งที่อาจเกิดจากการคาดเดาความรู้สึกด้วยผลทดสอบทางวิทยาศาสตร์ที่มีความคลาดเคลื่อนต่ำเพียง 5%

การตรวจวัดยังช่วยในการวางแผนล่วงหน้าผ่านการเปรียบเทียบค่าความสั่นสะเทือนในช่วงเวลาที่ต่างกันเพื่อหาต้นตอของปัญหาที่แท้จริง เราสามารถแยกแยะได้ว่าแรงสั่นนั้นมาจากเครื่องตอกเสาเข็ม รถบรรทุกขนาดใหญ่ หรือกิจกรรมอื่นรอบพื้นที่ได้อย่างชัดเจน การวิเคราะห์ลักษณะของคลื่น (Waveform) ช่วยให้วิศวกรกำหนดระยะปลอดภัย (Safe Distance) ได้แม่นยำขึ้นโดยอ้างอิงจากความถี่ที่วัดได้เป็นหน่วยเฮิรตซ์ (Hz)

ป้องกันความเสียหายต่อโครงสร้างและชุมชนรอบข้าง

ป้องกันความเสียหายต่อโครงสร้างและชุมชนรอบข้าง

การเลือกใช้ระบบเสาเข็มเจาะระบบแห้งหรือเครื่องกดไฮดรอลิกแทนปั้นจั่นแบบเดิม ช่วยลดแรงสะเทือนที่ส่งผลต่อโครงสร้างอาคารเก่ารอบข้างได้เห็นผลชัดเจนที่สุด จึงควรติดตั้งเครื่องตรวจวัดความสั่นสะเทือน (Vibration Monitor) ตามจุดเสี่ยงเพื่อคอยเช็กค่าความเร็วอนุภาคสูงสุด (PPV) ตลอดเวลา การกำหนดระดับแจ้งเตือนไว้ที่ 2 มิลลิเมตรต่อวินาที สำหรับพื้นที่อ่อนไหวจะช่วยให้ทีมงานปรับแผนหน้างานได้ทันก่อนเกิดรอยร้าวสะสม

การทำ Pre-condition Survey หรือบันทึกสภาพอาคารเพื่อนบ้านอย่างละเอียดก่อนลงมือขุดดินหรือตอกเสาเข็มเป็นเรื่องที่ต้องทำเสมอ การบันทึกภาพถ่ายรอยร้าวเดิมและทำเอกสารยืนยันร่วมกันทั้งสองฝ่ายช่วยลดข้อพิพาทที่อาจเกิดขึ้นภายหลังได้จริง ทีมสนามต้องหมั่นตรวจสอบระดับน้ำใต้ดินผ่านบ่อสังเกตการณ์ (Observation Well) ตลอดการทำงานเพื่อป้องกันดินทรุดตัวในรัศมี 10-20 เมตร รอบไซต์งาน

ข้อกำหนดทางกฎหมายที่ต้องปฏิบัติตาม

ข้อกำหนดทางกฎหมายที่ต้องปฏิบัติตาม

กฎหมายไทยกำหนดให้สถานประกอบการควบคุมระดับความสั่นสะเทือน ที่ส่งผลกระทบต่อพนักงานและอาคารข้างเคียงตามมาตรฐานกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน นายจ้างต้องจัดทำรายงานผลการตรวจวัดและวิเคราะห์สภาพแวดล้อมในการทำงานอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือเมื่อมีการเปลี่ยนเครื่องจักรที่ส่งผลต่อแรงกระแทก

สำหรับงานที่สัมผัสแรงกระแทกผ่านมือและแขน กฎหมายระบุค่าขีดจำกัดความเร่งเฉลี่ยตลอดเวลาการทำงาน 8 ชั่วโมงไว้ที่ไม่เกิน 5 เมตรต่อวินาทีกำลังสอง หากตรวจพบค่าความแรงที่ 2.5 เมตรต่อวินาทีกำลังสอง ต้องเริ่มมาตรการเฝ้าระวังสุขภาพพนักงานและปรับปรุงแผนการทำงานทันที

ในงานก่อสร้างหรือระเบิดหิน มาตรฐานของกรมโยธาธิการและผังเมืองกำหนดค่าความเร็วอนุภาคสูงสุดสำหรับอาคารทั่วไปไว้ไม่เกิน 10 – 20 มิลลิเมตรต่อวินาที เพื่อป้องกันโครงสร้างร้าวเสียหาย การฝ่าฝืนมีโทษปรับสูงสุด 20,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 6 เดือนตามพระราชบัญญัติความปลอดภัย พ.ศ. 2554

 

วิธีวัดและลดแรงสั่นสะเทือนในหน้างาน

การวัดและลดแรงสะเทือน ในหน้างานทำได้โดยการระบุตำแหน่งต้นตอที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและโครงสร้างรอบข้างให้ชัดเจน เราต้องกำหนดค่าขีดจำกัดความปลอดภัยตามมาตรฐานอุตสาหกรรมเพื่อใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินใจก่อนเริ่มกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูง

เราใช้การเก็บข้อมูลเชิงปริมาณผ่านการวางจุดตรวจวัดในระยะต่าง ๆ เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมการเคลื่อนที่ของแรงสั่นผ่านตัวกลาง การประเมินผลยึดตามค่าความเร็วอนุภาคสูงสุดหรือ Peak Particle Velocity ตัวเลขที่ใช้ชี้วัดโอกาสการเกิดความเสียหายต่ออาคาร

การลดแรงกระแทกทำได้ตั้งแต่การปรับปรุงฐานรากเครื่องจักรไปจนถึงการติดตั้งวัสดุซับแรงสั่นในจุดที่เหมาะสม การตรวจสอบค่าความถี่ในช่วง 1 ถึง 80 เฮิรตซ์ สม่ำเสมอช่วยป้องกันความเสียหายในระดับมิลลิเมตรต่อวินาที

เครื่องมือที่ใช้จริงและวิธีเลือกให้เหมาะกับงาน

การเลือกใช้เครื่องวัดแรงสั่นสะเทือนแบบมือถือสำหรับงานตรวจสอบหน้างานรายวัน เพราะพกพาสะดวกและอ่านค่าได้รวดเร็ว เครื่องมือประเภทนี้แสดงผลเป็นตัวเลขความเร็วหรือความเร่งสะเทือนพื้นฐานเพื่อดูความผิดปกติเบื้องต้นของลูกปืนหรือมอเตอร์ หากต้องการวิเคราะห์หาสาเหตุเชิงลึกอย่างการเสียสมดุลหรือการเยื้องศูนย์ ต้องขยับไปใช้เครื่องวิเคราะห์แรงสั่นสะเทือนที่สามารถทำ FFT Analysis เพื่อแยกแยะความถี่ในแต่ละจุดได้ชัดเจน

ประเภทเครื่องมือจุดประสงค์หลักลักษณะการใช้งาน
Vibration Meterตรวจสอบค่าภาพรวมเดินจดบันทึกค่าตามรอบเวลา
Vibration Analyzerวิเคราะห์หาสาเหตุความเสียหายตรวจเช็กเครื่องจักรกลไกซับซ้อน
Online Monitoringเฝ้าระวังแบบต่อเนื่องติดตั้งถาวรในจุดที่วิกฤต

การเลือกเซนเซอร์ต้องดูช่วงความถี่ที่รองรับเป็นหลัก เนื่องจากเซนเซอร์ความไวมาตรฐานระดับ 100 mV/g มักใช้ได้ดีกับงานความเร็วรอบปานกลางถึงสูง แต่ถ้าเครื่องจักรหมุนช้ามากเราต้องเปลี่ยนไปใช้เซนเซอร์ความไวสูงพิเศษระดับ 500 mV/g เพื่อดึงสัญญาณที่เบาบางออกมาให้เห็นชัดขึ้น ตัวสายสัญญาณต้องมีความทนทานต่อคราบน้ำมันหรือความร้อนสูงเพื่อป้องกันสัญญาณรบกวนที่ทำให้ผลการวัดคลาดเคลื่อน

แนวทางแก้ไขเมื่อค่าความสั่นสะเทือนเกินมาตรฐาน

คุณต้องหยุดการทำงานของเครื่องจักรทันทีเพื่อตรวจสอบความผิดปกติทางกายภาพก่อนที่ความเสียหายจะลุกลาม การลดแรงสะเทือน เริ่มต้นจากการตรวจเช็กความตึงของนอตยึดฐานเครื่องและการตั้งศูนย์เพลาให้ตรงตามสเปกคู่มือ การเช็กความสมดุลของใบพัดหรือชิ้นส่วนหมุนจะช่วยลดการเหวี่ยงของน้ำหนักที่พิกัดความถี่ธรรมชาติได้แม่นยำ

หากการปรับตั้งทางกลยังไม่สามารถลดค่าความสั่นได้ การติดตั้งอุปกรณ์ซับแรงเป็นทางเลือกที่ช่วยสลายพลังงานได้ดี เราเลือกใช้แผ่นยางกันสั่นความหนา 1-2 นิ้ว หรือชุดสปริงโหลดที่มีค่าการยุบตัวสอดคล้องกับน้ำหนักเครื่องจักร การคำนวณค่า Static Deflection ที่ถูกต้องจะช่วยลดแรงส่งผ่านไปยังโครงสร้างอาคารได้มากกว่า 90%

กรณีเป็นแรงสั่นจากแหล่งภายนอกเราใช้วิธีขุดร่องกันสะเทือนรอบฐานราก เพื่อตัดขาดการเดินทางของคลื่นผ่านชั้นดิน การเติมวัสดุซับแรงอย่างทราย หรือแผ่นโฟมความหนาแน่นสูงลงในร่องจะช่วยให้ค่าความเร่งลดลงมาอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ISO 10816

 

TNP Environment ช่วยจัดการปัญหาความสั่นสะเทือนได้อย่างไร?

TNP Environmentเข้ามาจัดการความสะเทือนของเครื่องจักรด้วยการตรวจวัดระดับเสียงและความสั่นสะเทือนและวิเคราะห์แหล่งกำเนิดแรงกระแทกเชิงวิศวกรรมอย่างละเอียด ควรเลือกใช้อุปกรณ์ซับแรงที่แม่นยำกับค่าน้ำหนักและรอบการทำงานของเครื่องจักรต่าง ๆ เช่น การติดตั้งชุดสปริงกันสะเทือน (Spring Mounts) หรือแผ่นยางรองรับแรงสั่นไหวเกรดพรีเมียม

การแก้ปัญหาไม่ใช่แค่การวางวัสดุรองพื้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องคำนวณค่า Static Deflection ให้สัมพันธ์กับความถี่ธรรมชาติของโครงสร้างอาคารเพื่อป้องกันการเกิดเรโซแนนซ์ (Resonance) ทีมงานจะเข้าวัดค่าความสั่นไหวหน้างานจริงด้วยเครื่องมือ Vibration Meter เพื่อระบุตำแหน่งที่ต้องเสริมฐานรากหรือเปลี่ยนอุปกรณ์รองรับ

การลดแรงสะเทือนที่ถูกจุดจะช่วยยืดอายุการใช้งานของลูกปืนและเพลาขับในเครื่องจักรให้ทำงานราบรื่นนานขึ้น ลดโอกาสเกิดความเสียหายรุนแรงต่อตัวอาคารและช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงเครื่องจักรได้จริงตามเกณฑ์แนะนำของมาตรฐาน ISO 10816-1

 

สรุป

สะเทือน หมายถึง การสั่นไหวของวัตถุที่เกิดจากแรงกระทบจนเกิดคลื่นพลังงานกระจายออกไปจากจุดกำเนิด ซึ่งในบริบทของงานก่อสร้างและโรงงาน แรงสั่นสะเทือนเหล่านี้มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่สะสมความเสียหายให้โครงสร้างอาคารได้จริงหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ตรวจวัด

การตรวจวัดอย่างสม่ำเสมอโดยใช้ค่า Peak Particle Velocity (PPV) เป็นตัวชี้วัดช่วยให้รู้ว่าแรงสั่นอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยหรือไม่ ซึ่งกฎหมายไทยกำหนดให้สถานประกอบการต้องตรวจวัดและรายงานผลอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หากพบว่าค่าเกินมาตรฐาน ต้องหยุดการทำงานทันทีและแก้ไขด้วยการปรับฐานรากหรือติดตั้งวัสดุซับแรง ดังนั้นการวัดค่าหน้างาน วิเคราะห์ต้นตอ และจัดทำรายงานให้ครบถ้วนตามที่หน่วยงานราชการกำหนดจึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่บริการของเรา

 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับการสะเทือน

ใครบ้างที่ต้องตรวจวัดความสั่นสะเทือนตามกฎหมาย?

ผู้ประกอบการโรงงานที่มีเครื่องจักรขนาดใหญ่สร้างแรงกระแทกต่อเนื่อง และผู้รับเหมาโครงการก่อสร้าง (เช่น งานระเบิดหิน ขุดเจาะ หรือตอกเสาเข็ม) ที่อยู่ใกล้ชุมชนในรัศมี 10-30 เมตร จะต้องตรวจวัดอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งตามกฎหมาย

ค่าความสั่นสะเทือนเกินมาตรฐาน ต้องทำอย่างไร?

ต้องหยุดกิจกรรมหรือหยุดเครื่องจักรทันที แล้วทำการแก้ไขเบื้องต้น เช่น ปรับตั้งศูนย์เพลาและขันนอตฐานให้แน่น หากไม่หายต้องติดตั้งอุปกรณ์ซับแรงสั่น (Isolator) เช่น แผ่นยางกันสั่นหรือชุดสปริงโหลด หรือเปลี่ยนไปใช้วิธีการก่อสร้างที่แรงสั่นสะเทือนต่ำ เช่น เสาเข็มเจาะแทนระบบเข็มตอก

รายงานผลความสั่นสะเทือนต้องส่งหน่วยงานไหน?

จัดส่งรูปเล่มรายงานให้หน่วยงานราชการที่กำกับดูแลพื้นที่และประเภทกิจการนั้น ๆ เช่น กรมโรงงานอุตสาหกรรม (สำหรับโรงงาน) หรือ สำนักงานเขต / องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และหน่วยงานที่พิจารณารายงาน EIA (สำหรับโครงการก่อสร้าง)
MD+ 1

เครื่องวัดความสั่นสะเทือนเช่าได้ไหม?

เช่าได้ สำหรับหน้างานที่ต้องการวัดค่าเป็นครั้งคราว แต่อุปกรณ์จะต้องมีใบรับรองการสอบเทียบ (Calibration Certificate) ที่ยังไม่หมดอายุ เพื่อความแม่นยำทางวิชาการและผลลัพธ์ที่ถูกต้องตามเกณฑ์กฎหมาย
MD

จะรู้ได้อย่างไรว่าควรใช้เซนเซอร์วัดความสั่นสะเทือนประเภทใด?

เลือกตามเป้าหมายและลักษณะของแรงสั่น เมื่อตรวจวัดงานสิ่งแวดล้อมและโครงสร้างอาคารหรือชั้นดินตามกฎหมายให้ใช้ Geophone (วัดความเร็วอนุภาค) แต่การวัดแรงสั่นภายในระบบกลไกเครื่องจักรทั่วไปให้ใช้ Accelerometer (วัดความเร่ง) และหากเป็นโครงสร้างขนาดใหญ่ เช่น สะพาน ให้ใช้ Displacement Sensor (วัดระยะเคลื่อนตัว)

Facebook
Twitter
LinkedIn
Email

ต้องการตรวจวัด
สิ่งแวดล้อม?

ทีม TNP พร้อมให้คำปรึกษาฟรี + ใบเสนอราคาภายใน 24 ชม.

บทความที่เกี่ยวข้อง

อ่านต่อในหัวข้อใกล้เคียง